ข่าวกำกับดูแล
เฟดเผยผลสำรวจครอบครัวสหรัฐปี 2025 รายได้มัธยฐานจริงเพิ่ม 7%
เฟดเผยผลการสำรวจ Survey of Consumer Finances ปี 2025 เมื่อวันศุกร์ รายได้มัธยฐานจริงของครอบครัวสหรัฐเพิ่ม 7% แตะ 82,200 ดอลลาร์สหรัฐ
หน้านี้เป็นฉบับภาษาไทย เขียนขึ้นจากข้อเท็จจริงชุดเดียวกับฉบับภาษาอังกฤษ ไม่ใช่คำแปล อ่านฉบับภาษาอังกฤษ
- รายได้มัธยฐานจริงของครอบครัวเพิ่ม 7% เป็น 82,200 ดอลลาร์สหรัฐ
- มูลค่าสุทธิจริงมัธยฐานเพิ่ม 2% เป็น 215,900 ดอลลาร์สหรัฐ
- สัดส่วนครอบครัวที่มีภาระชำระหนี้ต่อรายได้เกิน 40% เพิ่มจาก 6.5% เป็น 8.6%
Action
คณะกรรมการเฟดเผยผลการสำรวจ 2025 Survey of Consumer Finances เมื่อวันศุกร์ พร้อมรายงานสรุป Changes in U.S. Family Finances from 2022 to 2025.

ผลสำรวจให้ภาพรวมของสิ่งที่ชาวอเมริกันถือครอง การกู้ยืม และการใช้บริการธนาคาร
Respondents
เฟดระบุว่าการสำรวจนี้จัดทำโดย NORC ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยสังคมศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยชิคาโก
ผู้เข้าร่วมถูกสุ่มจาก 119 พื้นที่ภูมิศาสตร์ รวมทั้งเขตมหานครและมณฑลชนบททั่วสหรัฐ โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างเชิงวิทยาศาสตร์
Effective
เฟดระบุว่าการสำรวจฉบับปัจจุบันดำเนินการทุกสามปีตั้งแต่ปี 1989
ข้อมูลปี 2025 ระบุว่ารายได้มัธยฐานจริงของครอบครัวเพิ่ม 7% จากปี 2022 เป็น 82,200 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่รายได้เฉลี่ยจริงลด 6% เป็น 145,200 ดอลลาร์สหรัฐ
มูลค่าสุทธิจริงมัธยฐานเพิ่ม 2% เป็น 215,900 ดอลลาร์สหรัฐ และมูลค่าสุทธิจริงเฉลี่ยเพิ่ม 7% เป็น 1.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อัตราการเป็นเจ้าของบ้านอยู่ที่ 66% ในปี 2025 ใกล้เคียงกับปี 2022
สำหรับครอบครัวที่เป็นเจ้าของบ้าน มูลค่าบ้านสุทธิมัธยฐานเพิ่มเป็น 230,000 ดอลลาร์สหรัฐ จาก 218,900 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2022
การเข้าร่วมแผนเกษียณเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็นราว 65% ในปี 2025
สัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นลดลงเล็กน้อยจาก 58% ในปี 2022 เป็น 56% ในปี 2025
เมื่อพิจารณาเฉพาะผู้ที่ถือหุ้น มูลค่าการถือครองหุ้นมัธยฐานเพิ่ม 36% เป็น 77,400 ดอลลาร์สหรัฐ จาก 56,900 ดอลลาร์สหรัฐ
สัดส่วนครอบครัวที่มีหนี้ทุกประเภทอยู่ที่ 77% ใกล้เคียงเดิมจากปี 2022
หนี้คงค้างมัธยฐานและเฉลี่ยแทบไม่เปลี่ยนจากปี 2022
สัดส่วนครอบครัวที่มีอัตราการชำระหนี้ต่อรายได้มากกว่า 40% เพิ่มจาก 6.5% เป็น 8.6% ซึ่งเป็นระดับที่พบครั้งล่าสุดในแบบสำรวจปี 2013
Penalty
เฟดระบุว่ามี interactive chartbook และข้อมูลเพิ่มเติมจากการสำรวจเปิดให้สาธารณะและนักวิจัยเข้าถึงได้
ที่มา: Federal Reserve,